::welovefoto:: ชมรมถ่ายภาพพิษณุโลก ::welovefoto:: ชมรมถ่ายภาพพิษณุโลก
30 กรกฎาคม 2010, 19:02:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Advanced Search  

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หน้า: [1] 2 พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องที่ถูกถามบ่อย  (อ่าน 3248 ครั้ง)
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 21:08:10 »

ขึ้นหัวข้อกระทู้ไว้อย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ผมถูกถามบ่อยๆ ผมก็ได้แต่อธิบายให้เป็นรายๆไป ตามความรู้ความเข้าใจที่ผมมี เลยเกิดความคิดขึ้นว่าน่าจะเขียนไว้เพื่อเป็นการอ้างอิง จะได้ไม่ต้องพูดซ้ำๆ เพราะคอจะแห้ง (เอิ๊ก) และเผื่อเพื่อนๆพี่ๆน้องผ่านไปผ่านมา จะได้แวะมาแบ่งปัน หรือแก้ไข เป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่เข้าสู่โลกของการถ่ายภาพใหม่ๆ ต่อไป

ผมใช้เวลาปั้นเรื่องรายนี้อยู่นานพอสมควร จากความรู้ และประสพการณ์ของผม จากที่เคยผ่านตามาในหน้าหนังสือ ทั้งที่เป็นตำรา และบทความในนิตยสาร
วันนี้จะขอนำมาถ่ายทอดต่อ ในมุมมอง และความรู้ความเข้าใจที่ผมมีนะครับ
ถ้ามันมีประโยชน์ ก็ขอยกความดีให้กับพ่อแม่ครูอาจารย์ แต่ถ้าหากผิดพลาด ก็คงเป็นเพราะปัญญาหางอึ่งของผมเอง ผมขอรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ

วันนี้จะมานำเสนอเรื่อง "การวัดแสง" ครับ  แถ่นแทนแท๊น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 21:11:23 »

พื้นฐานการวัดแสงสำหรับการถ่ายภาพ
สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาว welovefoto.com วันนี้ ผม กระทาชาย นาย View Finder จะมาโชว์ห่วย เรื่องพื้นๆ แต่นับเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการถ่ายภาพ ..
พื้นฐานนี้ สำคัญนะครับ ไม่ว่าบ้านเรือนรโหฐานแค่ไหน หากสร้างพื้นฐานไว้อย่างแน่นหนา ความรโหฐานของบ้านเรือนนั้นก็จะมั่นคง แต่หากบ้านเรือนที่ดูรโหฐาน กลับมาจากการต่อเติมบนพื้นฐานที่ไม่แน่นหนา วันใดวันหนึ่งโดนพายุถาโถมใส่ ก็มีสิทธิ์พังทลายเอาง่ายๆ จริงไหมครับ.... โม้มาพอหอมปากหอมคอ ขอวกเข้าเรื่องราวของเรากันต่อดีกว่า

พูดถึงการถ่ายภาพ สิ่งที่จะทำให้เกิดภาพขึ้นบนเยื่อเซลูลอยด์ชุบเกลือเงิน ในส่วนของฟิล์ม หรือจะเป็นบนเซนเซอร์รับแสง พวก CCD หรือ CMOS ในส่วนของระบบดิจิตอล ก็คือพลังงานจากแสงไงครับ คำว่า Photography มันมีที่มาของมัน จาก Photo + Graphic ซึ่งเป็นภาษาละติน Photo แปลว่าแสง Graphic แปลว่าวาดภาพ ดังนั้น Photography แปลตรงๆว่า การวาดภาพด้วยแสง เพื่อนๆจะเห็นว่า แสงนั้นเป็นพระเอกหลักของการสร้างภาพถ่ายเลยนะครับ

เมื่อแสงเป็นพระเอกหลักของการถ่ายภาพ เหตุฉะนี้ เราก็ ต้อง มารู้ว่า แล้วแสงปริมาณมากขนาดไหน มันถึงจะพอดีๆ ที่จะทำให้ภาพถ่ายของเราได้รับแสงพอดี ไม่น้อยไป (Under) หรือมากไป (Over) หากเราไม่รู้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกล้องว่าวัดได้เท่าไหร่ก็ถ่ายๆไป อันเดอร์ก็มาดึงเลเวล (LEVEL) โอเวอร์ก็มาลดเลเวล (LEVEL) เช่นนี้แล้ว ภาพของเราก็จะด้อยคุณภาพลงไปครับ ไม่ว่าสีสันจืดลง รายละเอียดขาดหาย น๊อยส์เกิดมากมาย เส้นผมกลับกลายเป็นปึกปื้น ฯลฯ  Wink

ก่อนจะว่ากันถึงเรื่องการวัดแสง จะขอยกตัวอย่างกลไกของกล้อง เทียบกับของใกล้ตัวให้พอเห็นภาพและนำไปใช้เป็นจินตนาการก่อนนะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 21:13:42 »

กลไกของการเปิดให้แสงเข้ามากระทบถูกฟิล์ม หรือ เซนเซอร์รับแสงพวก CCD or CMOS นั้นก็จะประกอบด้วยม่านไดอะแฟรม*1 มีลักษณะเป็นม่านทรงกลมสามารถเปลี่ยนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ อยู่ในตัวเลนส์  และชัตเตอร์*2 โดยปกติแล้วจะอยู่ที่กล้อง (มีบางรุ่นชัตเตอร์จะอยู่ที่เลนส์ แต่หลักการทำงานก็คืออย่างเดียวกัน) ส่วนฟิล์ม หรือเซนเซอร์นั้น ก็มีค่าความไวในการรับแสงของมันมีหน่วยวัดในปัจจุบันเป็น ISO เช่น ISO100,ISO 200 เป็นต้น เราสามารถเปรียบเทียบการให้แสงเข้ามากะทบถูกฟิล์มหรือเซนเซอร์ ได้กับ ปากกาหมึกซึม และกระดาษนะครับ
ให้แสงคือน้ำหมึกในปากกาหมึกซึม ไดอะแฟรมคือขนาดของหัวปากกาหมึกซึม ความเร็วชัตเตอร์คือความเร็วในการลากปากกาหมึกซึมไปบนกระดาษ และความไวแสง (ISO) คือความสามารถในการดูดซับน้ำหมึกของกระดาษ
เมื่อเราลากปากกาหมึกซึมผ่านกระดาษด้วยความเร็วค่าหนึ่ง สมมติให้เป็นค่า ก. จะได้ปริมาณความเข้มของหมึกบนกระดาษแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราลากปากกาให้เร็วขึ้นสมมติเป็นค่า ข.  ความเข้มของหมึกก็จะจางลง  หากเราลากปากกาให้ช้าลงสมมติเป็นค่า ค.ความเข้มของหมึกก็จะเข้มขึ้น พอจะเห็นภาพไหมครับ
นี่คือเรื่องความเร็วชัตเตอร์ที่มีค่าความเร็วในการเปิดและปิด มีหน่วยเป็นวินาที เช่น 2, 1, 1/2, 1/4, 1/8, 1/15, 1/30, 1/60,..... 1/4000,1/8000 วินาที (ความห่างตัวเลขมีค่าช่องละ 1 สตอป) ตัวเลขดังกล่าว มีความหมาย เช่น ความไว(ระยะเวลา)ในการเปิด-ปิดชัตเตอร์ ด้วยเวลา 2 วินาที ย่อมทำให้แสงผ่านเข้ากระทบถูกฟิล์มหรือเซนเซอร์ มากกว่า ใช้ความไว(ระยะเวลา)ในการเปิด-ปิดชัตเตอร์ ด้วยเวลา 1 วินาที


* Duaphragm.jpg (146.82 KB, 800x316 - ดู 944 ครั้ง.)

* Shutter.jpg (146.56 KB, 800x533 - ดู 936 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 21:52:32 »

มาถึงเรื่องไดอะแฟรม หรือช่องรับแสง

เมื่อเราลากปากกาหมึกซึมแท่งที่หนึ่ง ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของปาก 1 ม.ม. ด้วยความเร็วคงที่ไปบนกระดาษ ก็จะได้ปริมาณความเข้มของหมึกบนกระดาษแบบหนึ่ง
หากเราใช้ปากกาแท่งที่สองซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของปาก 2 ม.ม. ด้วยความเร็วเท่าเดิม ไปบนกระดาษชนิดเดิม แน่นอน ปริมาณน้ำหมึกที่ลงสู่กระดาษต้องมากขึ้น
และหากเราใช้ปากกาแท่งที่สามซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของปาก 0.5 ม.ม. ด้วยความเร็วเท่าเดิม ไปบนกระดาษชนิดเดิม แน่นอน ปริมาณน้ำหมึกที่ลงสู่กระดาษต้องน้อยลง
พอจะเห็นภาพไหมครับ
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของปากกา ก็เทียบเคียงได้กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไดอะแฟรมหรือ ม่าน(ช่อง) รับแสง ที่อยู่ในเลนส์ มีค่าเป็น 1.0, 1.4, 2.0, 2.8, 4.0, 5.6, 8.0, 11.0,......,32.0, 64.0.... (ความห่างระหว่างตัวเลข มีค่าช่องละ 1 สตอป)
มีความหมายคือ เลข 1.0 เส้นผ่าศูนย์กลางวงกลมจะมีขนาดกว้างกว่า 1.4 2เท่า กว้างกว่า 2.0 4เท่า กว้างกว่า 2.8 8เท่า ... ซึ่งที่มาที่ไปของมันนั้นจะเป็นเรื่องฟิสิกส์ของวงกลมซึ่งถ้าหากผมนำมาเขียนไว้ด้วยในนี้ มันจะสร้างความงุนงงสงสัยให้กับเพื่อนๆยิ่งขึ้นไปอีกเป็นแน่แท้ ผมขอละไว้แล้วกันนะครับ แต่ถ้าใครสงสัยใคร่รู้ ก็ลองหลังไมค์มาดูครับ เผื่อว่าปัญญาเท่าหางอึ่งของผมพอจะไขข้อข้องใจได้บ้าง หรืออาจจะข้องหนักขึ้นไปอีกก็ไม่ทราบได้นะครับ   Grin Wink
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 21:54:56 »

ทีนี้มาว่ากันเรื่องค่าความไวแสงของฟิล์ม หรือเซนเซอร์ (ค่าISO)

ถ้าเปรียบเทียบด้วยปากกา ความไวในการลากปากกา และกระดาษ เจ้าค่าความไวแสงของฟิล์มนี้ก็จะมีคุณสมบัติเฉกเช่นความสามารถในการดูดซับน้ำหมึกของกระดาษ
หากเราลากปากกาหมึกซึมที่มีขนาดปากเท่ากัน ด้วยความเร็วเท่ากันไปบนกระดาษดับเบิ้ลเอ ก็จะได้ความเข้มหรือปริมาณของหมึกค่าหนึ่ง แต่หากเราลากไปบนกระดาษทิชชู่... แน่นอนคุณสมบัติของกระดาษทิชชู่น่าจะดูดซับน้ำหมึกได้ดีกว่ากระดาษดับเบิ้ลเอ และความเข้มของหมึกบนกระดาษก็สมควรจะมากกว่า ... พอจะเห็นภาพไหมครับ
ค่าความไวแสงของฟิล์มหรือเซนเซอร์นั้น จะมีตัวเลขชี้วัดในปัจจุบันเป็น ISO เช่น ISO 25, 50, 100, 200, 400, 800,....,3200, 6400....
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายอีก คือ เลขน้อยจะมีความไวต่อแสง น้อยกว่าเลขมากครับ เช่น ISO100 จะมีความไวแสงมากกว่า ISO50 อยู่สองเท่า และน้อยกว่า ISO200 อยู่สองเท่า

งงกันมั่งไหมเนี่ย  Undecided  Wink Embarrassed


* iso.jpg (66.46 KB, 266x400 - ดู 926 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:09:10 »

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สรุปว่าเราได้หลักการทางด้านกลไกการควบคุมปริมาณแสงของกล้องถ่ายภาพแล้วนะครับคือ

1. ความไวชัตเตอร์
2. ความกว้าง หรือขนาดของช่องรับแสง (Diaphragm - ไดอะแฟรม)
3. ความไวแสงของฟิล์ม หรือเซนเซอร์ CCD or CMOS
สามข้อนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกจากกันไม่ออกเลยทีเดียวครับ

 Undecided Cool
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:12:22 »

ต่อมา เราจะมาว่าถึงการวัดแสงอย่างเนื้อๆกันเสียทีนะครับ

ค่าแสงแค่ไหนหว่า จึงจะถือว่าเป็นค่าพอดีๆ สำหนับมนุษย์มนาสามัญชนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ ที่ถือว่าเป็นค่าที่พอดีแล้ว ถูกต้องแล้ว

พวกฝรั่งผู้ค้นคิดเรื่องการถ่ายภาพ และกำหนดทดลองมาจนได้ตัวเลขสำเร็จให้พวกเราเหล่า USER ได้ใช้กันนั้น บอกว่าค่าความเข้มแสง (เข้ม – กลาง – อ่อน หรือ ดำ – เทา - ขาว) ที่สะท้อนออกมาจากวัตถุที่ได้รับแสง โดยเฉลี่ยบนโลกใบนี้ ที่ตามนุษย์เห็นโดยทั่วไปคือค่าเทา 18% ... งงไหมครับ เราก็มางงไปพร้อมกันนะ  Wink
ผมลองกะๆว่าเทา 18% นั้นคืออะไร ในความคาดคิดของผมคือปริมาณสีขาวสนิท 82 ส่วน ผสมกับดำสนิท 18 ส่วน *** ความเห็นของผมเอง ไม่มีในตำราใดๆนะครับ หรือหากจะมี ถือว่าความเห็นของผม บังเอิญไปตรงกับตำรานั้นพอดี

แต่อันที่จริงแล้วมันมีตัวตนครับ ว่าเทา 18 % นั้นเป็นอย่างไร ตามรูปนะครับ เป็นกระดาษเทา 18 % ซึ่งใช้กระบวนการสร้างสีแบบ Organic Dye ของบริษัทโกดัก


* Gray-card.jpg (125.41 KB, 600x600 - ดู 1235 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:22:23 »

เมื่อความเห็นส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ตัดสินให้ค่าแสงเทา 18 % นี้คือค่าพอดี ผู้ผลิตกล้องก็ใช้ค่านี้แหละ มาเป็นค่าตั้งต้นว่าพอดี ในเครื่องวัดแสงของตนซึ่งเป็นเครื่องวัดแสงแบบสะท้อน  (แสงสะท้อน หมายความว่า แสงที่ส่องมาจากแหล่งกำเนิดแสงกระทบถูกวัตถุแล้วสะท้อนมาสู่ตาของเรา, กล้องของเรา, เครื่องวัดแสงแบบสะท้อนของเรา)ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน หน้าตาดี หรือไม่ ล้วนแต่ต้องใช้ค่าดังกล่าวนี้มาอ้างอิงทั้งสิ้น โดยมีหลักการทำงานคือ วัดแสงไปที่ไหน ก็จะให้ค่าความไวชัตเตอร์ + ค่าความกว้างของช่องรับแสง (ที่ ISOค่าหนึ่ง)  เมื่อเปิดให้แสงที่สะท้อนออกจากวัตถุที่เราจะถ่ายเข้ามากระทบถูกฟิล์มหรือเซนเซอร์แล้ว ความเข้มของแสงจะเป็นเทา 18 %
กล่าวคือ หากเราเอากล้องไปถ่ายกระดาษขาวสนิท โดยใช้ค่าความไวชัตเตอร์และความกว้างของช่องรับแสงที่กล้องบอกมา ผลที่ได้ จะไม่ได้กระดาษขาวสนิท แต่จะได้ภาพกระดาษสีเทาออกมา.... ไม่เชื่อลองดู
ในทางกลับกัน หากเอาไปถ่ายสีดำสนิทไม่มีการสะท้อนแสงอะไรออกมาเลย ด้วยค่าที่กล้องกำหนดมาให้ วัตถุสีดำสนิทที่เราถ่ายออกมานั้น จะกลายเป็นสีเทา เช่นเดียวกับที่เราได้จากการถ่ายกระดาษขาวข้างต้น .... ไม่เชื่อลองดู

 Shocked Wink
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:29:29 »

เมื่อหลักการเป็นอย่างนี้แล้ว เรารู้ว่าวัตถุแต่ละชนิดแต่ละสี มีค่าการสะท้อนแสงออกมาไม่เท่ากัน แล้วเราจะเอาไปใช้อย่างไร มาดูกันต่อไปครับ

ก่อนจะนำเอาหลักการวัดแสงดังที่กล่าวมาข้างต้นอย่างยืดยาวไปใช้นั้น เราต้องมาทำความเข้าใจกับระบบวัดแสงของกล้องตัวเองก่อนว่าในช่องมองภาพสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่า Viewfinder นั้น มีภาพจำลองของระบบวัดแสงของกล้องซ่อนอยู่ ถ้าเป็นแบบ SLR (Single Lens Reflex – สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว) นั้นจะมีเซนเซอร์วัดแสงอยู่ในตัวกล้อง อาจจะเป็นในกะโหลกกล้อง หรือใต้ห้องกระจกสะท้อนภาพ ก็แล้วแต่ความบรรเจิดของผู้ออกแบบ แต่จะมีภาพจำลองว่ารูปแบบการวัดแสงของตนเป็นอย่างไรใน Viewfinder ซึ่งเราจะหาได้จากคู่มือของกล้อง ใครยังไม่รู้ตรงนี้ กลับไปพลิกคู่มือดูนะครับ

ได้กล้องมา ไม่เปิดคู่มือ ถ่ายๆๆๆ มั่วๆไป ถามคนโน้นที ดูเวบนี้ที โดยไม่มาดูคู่มือประจำกล้อง อย่างนี้เรียกไม่ฉลาดครับ ของทุกชนิดที่ทำออกมาให้เราใช้ 99 % ต้องมีคู่มืออธิบายอย่างละเอียดลออ เพื่อให้เราได้ใช้ของนั้นๆอย่างเต็มประสิทธิภาพไงครับ
ผมจะยกตัวอย่างกล้องของผม ที่มีระบบวัดแสงอยู่ 2 ระบบนะครับตัวอย่างตามรูปเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:32:36 »

หน้าตาของคู่มือกล้องผมตัวหนึ่ง  Smiley
จะถ่ายภาพให้ได้ดีนั้น การบังคับใช้อุปกรณ์เป็นเรื่องสำคัญ
อะไรทำงานอย่างไร อยู่ตรงไหน มีสัญลักษณ์อย่างไร เราควรทำความเข้าใจ และคุ้นเคย หรือย่างน้อยผ่านตาบ้าง จะทำให้เราใช้อุปกรณ์ของเราได้เต็มประสิทธิภาพ ตามที่วิศวกรเขาได้สร้างมา


* 04-W.jpg (142.9 KB, 600x397 - ดู 917 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:33:44 »

สัญลักษณ์ [ o ]  ในภาพ  บริเวณที่เป็นวงกลมสีดำ คือ บริเวณวัดแสงเฉพาะจุด
ลองเปรียบเทียบสัดส่วนกับสนามภาพทั้งหมด จะเห็นว่าเล็กมาก


* 02-W.jpg (85.17 KB, 600x409 - ดู 910 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:38:45 »

ภาพแสดงแผนภาพการทำงานของระบบวัดแสง สองระบบที่กล้องผมมีให้ใช้
ส่วนนี้ก็ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เวลานำไปใช้งาน จะได้ใช้ให้ถูก ใช้ให้เป็น เพื่อภาพที่ดีที่สุด เท่าที่อุปกรณ์นั้นจะรีดออกมาได้


* 03-W.jpg (149.56 KB, 600x419 - ดู 916 ครั้ง.)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:43:58 »

พื้นฐานการทำงานของระบบวัดแสงรูปแบบต่างๆ

แบบเฉพาะจุด (Spot Metering)
ระบบวัดแสงชนิดนี้ จะเน้นความสำคัญไปที่จุดใดจุดหนึ่งในบริเวณที่เราจะถ่าย (สนามภาพ – Field of view) ซึ่งพื้นที่วัดแสงจะเป็นวงกลม (เหมือนกับวงพู่กันแบบ Hard-Round ในโปรแกรม Adobe Photoshop) กินเนื้อที่ประมาณ ไม่เกิน 3 %ของสนามภาพ เหมาะกับการวัดแสงแบบละเอียดใช้เวลาในการวัดแสงค่อนข้างมาก เปรียบเทียบค่าความแตกต่างของการสะท้อนแสงในแต่ละจุดของภาพ ตลอดจนบริเวณ Highlight และ Shadow ของบริเวณที่เราจะถ่าย หากบริเวณที่มีค่าการสะท้อนแสงเทียบเท่าเทา 18% และมีพื้นที่เล็ก เช่นใบไม้ หรือกิ่งไม้สีน้ำตาลอ่อนๆ มีพื้นที่เล็ก เพียงไม่กี่%ของสนามภาพ (Field of view) ใน Viewfinder การวัดแสงแบบจุดนี้ก็จะให้ค่าที่แม่นยำ แต่หากยังไม่สามารถพิจารณาได้ว่าควรจะวัดแสงบริเวณไหน วัดแล้วนำค่าที่ได้มาทำอย่างไร จะก่อให้เกิดความผิดพลาด ประสพเภทภัยมากกว่าวาสนา.. ประมาณนั้น  Wink

แบบเฉลี่ยหนักกลาง (Center-weight Average)

ระบบวัดแสงชนิดนี้ จะวัดค่าแสงทั่วทั้งสนามภาพ แต่จะให้ความสำคัญไล่ระดับเข้ามาจากขอบสนามภาพ สู่จุดศูนย์กลางสนามภาพ (เปรียบเทียบกับพู่กันแบบ Soft-Round ในโปรแกรม Adobe Photoshop) ระบบวัดแสงชนิดนี้ เหมาะกับการวัดแสงที่ไม่มีค่าความเปรียบต่างของ Highlight กับ Shadow มากนัก สภาพแสงโดยรวมๆ มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน การวัดแสงด้วยระบบนี้จะให้ผลดี และไม่ค่อยผิดพลาด เหมาะกับการถ่ายภาพแบบรวดเร็ว ประเภทยกแล้วเล็งแล้วลั่นชัตเตอร์ ไม่เสียเวลาในการพิจารณาค่าแสงมากนัก สะดวกสำหรับงานพิธีการและงาน Event ต่างๆมากกว่ากว่าระบบวัดแสงแบบเฉพาะจุด และปลอดภัยสำหรับผู้ที่ยังไม่คล่องเรื่องการวัดแสงมากกว่าการวัดแบบเฉพาะจุด


สำหรับกล้องรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบวัดแสงที่มีพื้นที่วัดแสงแบ่งเป็นเซล หรือพื้นที่เล็กๆ หลายๆส่วนทั่วทั้งสนามภาพ บ้างก็เรียกว่า Matrix บ้างก็เรียกว่า Honeycomb บ้างก็เรียกว่า Evaluative ระบบวัดแสงชนิดเดิ้นสุดๆนี้ ผู้ผลิตจะเคลมว่าฉลาดมาก เพราะว่าแบ่งพื้นที่การวัดแสงเป็นส่วนๆ แล้วนำค่าส่วนต่างๆมาเปรียบเทียบหา Highlight กับ Shadow ตลอดจน Mid-tone ในสนามภาพนั้นๆ โดยนำค่าที่ได้มาผ่านกระบวนการคำนวนทางคณิตศาสตร์ด้วยระบบสมองกล อิเลคทรอนิคส์ในกล้อง บางเจ้าถึงกับนำค่าที่ได้ทั้งหมดส่งเข้าไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของนักถ่ายภาพระดับโลก มากกว่า 30,000 รูปแบบ แล้วเข้าสู่กระบวนการอัลกอร์ริธึมต่างๆ สลับซับซ้อน ค่อยส่งผลออกมาว่าควรใช้ค่าความไวชัตเตอร์เท่าไร ค่าช่องรับแสงเท่าไร ระบบนี้ โดยทฤษฎีแล้ว น่าจะมีความแม่นยำมาก แต่ในชีวิตจริง เราไม่รู้เลย ว่ากล้องคิดอย่างไร เอาค่าแสงอะไรบ้างมาคิด ทำให้เราต้องเชื่อกล้องไปโดยปริยาย หากนำมาใช้ในการถ่ายภาพในสภาพแสงที่ไม่ยากเย็นนัก ไม่ต้องการลำแสงเป็นบีม ไม่ต้องการเงามืดให้มืดสนิท ไม่ต้องการรายละเอียดในส่วนสว่าง ในขณะที่ต้องการรายละเอียดในส่วนมืดด้วย การวัดแสงชนิดนี้นับว่าให้ผลดีและปลอดภัย แต่หากมีค่าพารามิเตอร์ในการถ่ายภาพมากๆ และผู้ถ่ายภาพทราบล่วงหน้าว่า ต้องการให้ภาพออกมาเป็นรูปแบบใด  การวัดแสงในแบบที่เราสามารถว่า กล้องวัดแสงตรงไหน – อย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถปรับแต่งได้จากขั้นตอนการถ่าย หรือที่เรียกว่าชดเชยค่าแสงเป็นเท่าใดนั้น จะให้ผลที่เหมาะสมกับผู้ถ่ายมากกว่า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:45:54 »

ที่กล่าวเรื่องรูปแบบการวัดแสงมายืดยาวนั้น เพียงเพื่อที่จะให้เพื่อนๆรู้คร่าวๆว่า กล้องของเรานั้น มันเอาตรงไหน พื้นที่ไหนวัดแสง ซึ่งหากเรารู้บริเวณที่กล้องวัดแสง ว่าอยู่ตรงไหนใน Viewfinder และพื้นที่การวัดแสงของกล้องนั้น กว้าง – แคบขนาดไหน ในพื้นที่การวัดแสงนั้น มีน้ำหนักแสง เข้ม –เทา 18% - อ่อน มาเกี่ยวข้องแค่ไหน เราก็จะสามารถปรับแต่งให้กล้องเชื่อฟังเรา ใช้เวลาในการเปิดชัตเตอร์ที่เหมาะสม และ/หรือ ขนาดม่านรับแสงที่เหมาะสมแก่เราได้ เรียกว่า เราสามารถควบคุมภาพนั้นได้ทั้งหมด ตั้งแต่มุมมอง แสง และองค์ประกอบภาพ โดยไม่ต้องมาวุ่นวาย ดึงเลเวล ดึงเคิร์ฟ ให้มากมายจนคุณภาพของไฟล์เสียไป ถึงขนาดต้องนำมาแอ๊บทำสี แอดเกรน ดูดสีออก สารพัดจะทำ เรียกว่า ถ้าให้ทำซ้ำสอง รับรอง ไม่เหมือนเดิม แล้วมาบอกว่าแนวสุดติ่ง โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเลย ว่าจะทำภาพออกมาเช่นนั้น  (เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุวัดแสงพลาดมาบ้างหรือไม่.....ฮามูลแตกมูลแตน)  หากเป็นฟิล์ม รับรองว่าท่านจะหน้าแหกไปถึงไหนๆ เพราะการปรับแต่งฟิล์มที่ถ่ายทำมาด้วยค่าแสงที่ผิดพลาด เป็นเรื่องที่ที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ ต้องปล่อยประจานไว้อย่างนั้น (ฮาอีก... มูลแตกมูลแตน ครั้งที่สอง)
 Grin Grin Grin Sad
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:47:19 »

เอาแหละ เหน็บแนมกันมาพอเป็นพิธี คราวนี้จะมาว่าถึงเทคนิคการนำไปใช้ในชีวิตจริง ว่าจะใช้อย่างไรกันบ้างนะครับ

กรณีที่ 1 สนามภาพหรือบริเวณใกล้เคียง (ที่ตกอยู่ในสภาพแสงเดียวกัน) มีวัตถุที่ให้ค่าการสะท้อนแสงเทียบเท่ากับเทา 18 % เราก็วัดแสงที่ค่าเทา 18 % อันนั้น แล้วจำค่าแสงไว้ให้แม่น เช่นจำว่าตูใช้เอฟ 8 กล้องให้ปรับสปีดชัตเตอร์เป็นเท่าไร แล้วใช้ค่าอันนั้น มาถ่ายในบริเวณที่กำหนดมุมองเอาไว้.... ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้หละ หมู ยิ่งถ้ากล้องของเพื่อนๆ มีระบบอัตโนมัติ เช่น Av Tv P ทำนองนี้ ก้องจะมีปุ่มล๊อคค่าแสง (อยู่ตรงไหน ไปหาเอาในคู่มือนะ ปุ่มมันจะมีชื่อย่อเป็นภาษาปะกิดว่า AE-Lock มีสัญลักษณ์ว่า *  (อ่านว่าดอกจัน)) ก็กดไว้เลย ส่วนมากเมื่อปุ่มนี้ทำงาน มักจะมีสัญลักษณ์ * ปรากฏขึ้นในจอแสดงข้อมูลใน Viewfinder จากนั้นเมื่อจำค่าแสงด้วยการใช้วิธีนี้ไปแล้ว ก็โยกย้ายองค์ประกอบ แล้วก็ถ่ายกันให้สนุกมือ รับรอง...แจ่ม
 
กรณีที่ 2 หากไม่มีเทา 18 % ที่ตกอยู่ในสภาพแสงเหมือนๆกันอยู่แถวนั้นเลย ต้องพิจารณาหละสิ ว่ามีวัตถุที่เข้มกว่าเทาไหม หรือสว่างกว่าเทามีไหม เราก็วัดค่าแสงที่วัตถุนั้นๆแล้วพิจารณาดูว่า หากตูวัดแสงไปที่สีเข้มๆ กล้องมันก็จะดึงให้ความเข้มนั้นจางลงเข้าสู่เทา 18 % ..เอ อย่างนี้ถ้าถ่ายด้วยค่านี้ไป ในส่วนที่มืด มันก็จะไม่มืดซีหว่า มันก็จะโอเวอร์นั่นเอง ทำไงดีล่ะ.... ใช่แล้วถ้าค่ามันโอเวอร์ แสดงว่าชัตเตอร์มันเปิดนานไป หรือ ช่องรับแสงมันเปิดกว้างเกินไป ต้องทำอะไรสักอย่างกับมันละ หรี่ช่องรับแสงลงมา หรือเพิ่มสปีดชัตเตอร์ขึ้นไป หรือจะทำทั้งสองวิธี ๆ ก็ไม่ผิดกติกา แต่สัดส่วนในการ ลด – เพิ่ม ต้องสัมพันธ์กันนะครับ
เหมือนกัน หากเราวัดแสงไปบริเวณที่สว่างกว่าเทา 18% กล้องจะให้ค่าการรับแสงที่อันเดอร์ เพราะว่ามันต้องการทำให้บริเวณที่สว่างนั้น เข้มเท่ากับเทา 18 % ให้ได้ ดังนั้นมันจึงให้ค่าสปีดชัตเตอร์ที่สูง หรือให้ค่าช่องรับแสงที่เลขเยอะ (เลขยิ่งเยอะ ยิ่งแคบ) กว่าค่าที่ควรจะพอดี เราก็ต้องทำไง เราก็ต้องลดความไวชัตเตอร์ลง หรือปรับช่องรับแสงให้กว้างขึ้น โดยลดค่าตัวเลขของมันลง ส่วนจะลงไปเท่าไหร่นั้น เดี๋ยวเรามาดูกันต่อไป
การชดเชยแสงนั้น หากกล้องของเพื่อนๆ ใช้ระบบถ่ายภาพแบบอัตโนมัติอยู่ เช่น Av Tv P ที่กล้องจะมีปุ่มชดเชยค่าแสง อาจเป็นปุ่ม หรือปุ่มกดร่วมกับวงแหวนปรับค่า หรือหมุนวงแหวนปรับค่าอย่างเดียว ไปหาอ่านเอาจากคู่มือนะครับ มันจะอยู่ในหมวด Exposure Compensation ในคู่มือของกล้องของเพื่อนๆครับ บางทีในกล้องดิจิม่อน มันจะมีเมนูให้ปรับ ว่า + - EV ก็อันนั้นหละครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:50:54 »

จากทั้งสองกรณีดังกล่าวมาแล้ว พอจะเห็นได้ว่า แล้วตรูจะชดเชยแสงให้น้อยลง หรือมากขึ้นเท่าไหร่ หว่า มันถึงจะพอดี ในส่วนนี้ ผมขอเอาประสบการณ์ผมมาแบ่งปันแล้วกันนะครับ เมื่อนำค่าประสบการณ์ผมไปใช้แล้ว จะพลิกแพลงดัดแปลงอย่างไรต่อไป ก็สุดแท้แต่ เพราะว่า พารามิเตอร์ในการถ่ายภาพนั้น ร้อยเปลี่ยนพันแปลง แค่ขยับเท้าต่างกันสักสี่ห้าก้าว พารามิเตอร์ก็เปลี่ยนไปเป็นร้อยอย่างได้แล้วมังครับ ... เอาหละ มาดูกัน

ผมใช้ค่าเทากลางจาก
1.   ใบมะม่วงแก่ หรือใบไม้อะไรที่สีเขียวเข้มๆเท่าๆกันกับใบมะม่วงแก่
2.   กิ่งไม้สีน้ำตาลเข้ม ไม่ดำ
3.   สนามหญ้าที่หญ้ายาวแล้ว
4.   หลังมือของผมเอง
5.   ตรงไหนก็ได้ที่มีความเข้มใกล้เคียงกับหลังมือของผมเอง (นี่คือความชำนาญ หลังจากได้ถ่ายภาพมาเยอะขึ้น)

วิธีใช้ วัดจุดไปที่บริเวณนั้นๆ แล้วล๊อคค่าแสงไว้ แล้วนำค่าแสงดังกล่าวไปใช้ในการถ่ายภาพ ที่มีสภาพแสงอย่างเดียวกัน
ผมใช้การชดเชยแสง + (อ่านว่าบวก) ประมาณ 1.3 สตอป (สองเท่าครึ่ง) กับผิวหน้าของบุคคลผู้หญิงที่มีผิวประมาณคุณชมพู่อารยา ถ้าเป็นคนที่มีผิวคล้ำกว่านี้ ก็จะชดเชยแสง + ประมาณ 1 สตอปหรือน้อยกว่า เช่นผิวประมาณคุณป๊อปอารียา
ผมใช้การชดเชยแสง – (อ่านว่าลบ) ประมาณ1.5 ถึง 1.7สตอป เวลาวัดแสงไปที่รถยนตร์เมอร์เซเดส สีดำ ฮอนด้าซีวิคสีดำ และชดเชย – 1.7 ถึง 2 สตอปกับชุดครุยมหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์หรือเอแบคหรือราชภัฏพิบูลสงครามส่วนที่เป็นสีดำ
นี่แหละครับ ตัวอย่างคร่าวๆ ของการประเมินค่าแสงของผม สามารถนำไปทดลองดูได้นะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
View Finder
ศิษย์พี่
ร่มโพธ์ร่มไทร
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,000


Legend of twin


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 เมษายน 2008, 22:53:08 »

สำหรับวันนี้ ขอจบแค่นี้ก่อนละกัน
เอาเป็นว่าถ้าใครมาอ่านผ่านตา แล้วลองเอาไปปฏิบัติดู ได้ผลอย่างไร สงสัยตรงไหน ก็เอาภาพมาโพสให้ดู หรือว่าสอบถามกันได้นะครับ ผมจะแวะเวียนมาไขข้อสงสัย เท่าที่จะมีความรู้ 

สวัสดีครับ Undecided
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ถ้าไร้สติ ประสบการณ์ทั้งชีวิตก็ไร้ความหมาย
ko
ร่มโพธ์ร่มไทร
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,791


สังคมรังแก จำกัดมหาชน


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 30 เมษายน 2008, 16:22:56 »

สุดยอดเลยพี่    Kiss 

  Undecided   ขออ่านๆๆๆ  ซ้ำสัก 3 รอบก่อนครับ     

หากยังสงสัยจะถามพี่อีกที   Embarrassed 


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Sahakura
ศิษย์พี่
ต้นกล้า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 316


สู้ตาย!!!!!~โดเรม่ou++++


« ตอบ #18 เมื่อ: 30 เมษายน 2008, 21:08:47 »

ขอบคุณพี่ด้วงมากมายงั๊บผม จะอ่านซ้ำๆๆๆๆหลายๆรอบเหมือนกันกับพี่โก้ อิอิ เด๊วถ้าสงสัยแล้วจะไปหาหลังไมค์  Grin
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

.-*-. เดินทางท่องเที่ยวทั่วเมืองไทย ไปกับคนที่เราร๊าก .-*-. 
           .-*-. หนุกๆกับชีวิตไปวันๆ อย่าซีเรียส .-*-.
hongtaelittle
เมล็ดพันธ์
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 44


มือใหม่ หัดถ่าย


« ตอบ #19 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2008, 10:03:49 »

อย่างนี้ต้องลอง
ขอบคุณมากเลยครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

มือใหม่ มีไรพลาดไปแนะนำด้วยครับบบบบพี่น้อง

http://hongtaelittle.multiply.com/
หน้า: [1] 2 พิมพ์ 
กระโดดไป:  
Play Free Games Online | Brand name coupons | Free Links Directory | Low Price Shop online | Play Free Games Online
Ripstik Caster Board | Omron Blood Pressure Monitor | Bakugan Battle Arena | Philips Sonicare Toothbrush | Apple iPod Accessories